ข้ามไปเนื้อหาหลัก

คำนวณผ่อนบ้าน

คำนวณค่างวดผ่อนบ้านแบบลดต้นลดดอก พร้อมตารางผ่อนชำระรายงวด ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา และเทียบข้อเสนอ 2 ธนาคาร

อัปเดตล่าสุด

ราคาซื้อขายจริง

คิดเป็น 10% ของราคาบ้าน

ธนาคารมักกำหนดว่าอายุผู้กู้บวกระยะเวลาผ่อนต้องไม่เกิน 70 ปี

วงเงินที่ต้องกู้฿2,700,000

ใส่อัตราเฉลี่ยที่ธนาคารโฆษณา เช่น เฉลี่ย 3 ปีแรก

ใส่ 0 ถ้าใช้อัตราเดียวตลอดสัญญา

เป็นอัตราลอยตัว ปกติเขียนว่า MRR ลบส่วนลด — MRR ของธนาคารใหญ่อยู่ราว 6.60% (7 ส.ค. 2569)

ค่างวดต่อเดือน

฿17,244

ผ่อน 23 ปี 5 เดือน · ดอกเบี้ยรวม ฿2,128,957

วงเงินกู้
฿2,700,000
ค่างวดตามสัญญาผ่อนล้านละ ฿6,387 ต่อเดือน
฿17,244
ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาคิดเป็น 78.85% ของวงเงินกู้
฿2,128,957
จ่ายทั้งหมด (เงินต้น + ดอกเบี้ย)
฿4,828,957
ผ่อนหมดในเร็วกว่าสัญญา 6 ปี 7 เดือน เพราะช่วงโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำ เงินต้นจึงลดเร็ว
23 ปี 5 เดือน
เงินต้น 56%ดอกเบี้ย 44%

ใบเสนอของธนาคารมักระบุค่างวดสูงกว่านี้ราว ฿19,065 เพราะธนาคารคำนวณค่างวดจากอัตราที่บวกเผื่อไว้อีกราว 1% เพื่อกันไม่ให้ค่างวด ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยเมื่ออัตราลอยตัวขยับขึ้น

ดอกเบี้ยปีแรก ฿81,934 ใช้ลดหย่อนภาษีได้ ฿81,934 ดูว่าประหยัดภาษีได้เท่าไร

ลิงก์จะเก็บตัวเลขที่กรอกไว้ เปิดซ้ำเมื่อไรก็ได้ผลเดิม

เงินที่จ่ายแต่ละปีไปไหนบ้าง

ปีแรกๆ เงินที่จ่ายเกือบทั้งหมดกลายเป็นดอกเบี้ย เงินต้นจะเริ่มลดเร็วขึ้นก็ต่อเมื่อ ผ่อนไปได้สักระยะ นี่คือเหตุผลที่การโปะเงินต้นช่วงต้นสัญญาคุ้มกว่าโปะช่วงท้ายมาก

เงินต้นดอกเบี้ยหน่วยแนวตั้ง: บาทที่จ่ายในปีนั้น
103k207k15101520

ปีที่

ตารางผ่อนชำระรายปี

ตารางแสดงเงินต้น ดอกเบี้ย และยอดคงเหลือของแต่ละปีตลอดอายุสัญญา
ปีที่ดอกเบี้ยเงินต้นที่ตัดได้เงินต้นคงเหลือ
13.10%฿81,934฿124,994฿2,575,006
23.10%฿78,004฿128,924฿2,446,082
33.10%฿73,950฿132,978฿2,313,103
46.60%฿150,993฿55,935฿2,257,168
56.60%฿147,187฿59,741฿2,197,428
66.60%฿143,123฿63,805฿2,133,623
76.60%฿138,782฿68,146฿2,065,477
86.60%฿134,146฿72,782฿1,992,695
96.60%฿129,194฿77,734฿1,914,961
106.60%฿123,906฿83,022฿1,831,939
116.60%฿118,258฿88,670฿1,743,269
126.60%฿112,225฿94,703฿1,648,566
136.60%฿105,782฿101,146฿1,547,420
146.60%฿98,901฿108,027฿1,439,392
156.60%฿91,551฿115,377฿1,324,016
166.60%฿83,702฿123,226฿1,200,789
176.60%฿75,318฿131,610฿1,069,179
186.60%฿66,364฿140,564฿928,616
196.60%฿56,801฿150,127฿778,489
206.60%฿46,588฿160,340฿618,149
216.60%฿35,679฿171,249฿446,900
226.60%฿24,028฿182,900฿264,000
236.60%฿11,585฿195,343฿68,657
246.60%฿955฿68,657฿0

ตัวเลขในตารางเป็นการประมาณจากอัตราที่กรอก ยอดจริงในใบแจ้งหนี้ของธนาคาร จะต่างไปเล็กน้อยเพราะธนาคารคิดดอกเบี้ยเป็นรายวันตามจำนวนวันจริงของแต่ละเดือน

ค่าใช้จ่ายวันโอน ที่ต้องเตรียมนอกจากเงินดาวน์

ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์อัตราลดพิเศษ 0.01% ปกติเสีย 2%
฿300
ค่าจดทะเบียนจำนองอัตราลดพิเศษ 0.01% ปกติเสีย 1%
฿270
อากรแสตมป์สัญญากู้เงิน1 บาท ต่อวงเงินกู้ทุก 2,000 บาท
฿1,350
ค่าประเมินราคาหลักประกันธนาคารหลายแห่งจัดโปรโมชันยกเว้นให้
฿3,210
รวมต้องเตรียมเพิ่ม
฿5,130

บ้านราคานี้เข้าเกณฑ์มาตรการลดค่าโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งมีผลถึง 30 มิถุนายน 2570 เงื่อนไขคือราคาซื้อขาย ราคาประเมิน และวงเงินจำนองต้องไม่เกิน ฿7,000,000 ทั้งสามตัว ผู้รับโอนต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย และต้องจดจำนองในคราวเดียวกับการโอน

ค่าธรรมเนียมโอนตามกฎหมายคิดจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมที่ดิน ซึ่งมักต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง 20–40% ตัวเลขข้างบนคำนวณจากราคาซื้อขายจึงเป็นขอบบน ยอดจริงมักน้อยกว่านี้ นอกจากนี้ค่าโอนไม่มีกฎหมายกำหนดว่าใครจ่าย ธรรมเนียมตลาดคือผู้ซื้อกับผู้ขายหารคนละครึ่ง ยังไม่รวมเบี้ยประกันอัคคีภัยที่ธนาคารกำหนดให้ทำตลอดอายุสัญญา

ค่างวดผ่อนบ้านคำนวณมาจากอะไร

สินเชื่อบ้านในไทยเป็นแบบลดต้นลดดอก ทุกงวดที่จ่ายเข้าไป ธนาคารจะหักดอกเบี้ยของงวดนั้นออกก่อน ส่วนที่เหลือจึงไปตัดเงินต้น พองวดถัดไปดอกเบี้ยจะคิดจากเงินต้นก้อนที่เล็กลงแล้ว

ค่างวดคงที่คำนวณจากสูตรมาตรฐานที่ทำให้ผ่อนครบพอดีตามจำนวนงวด คือ ค่างวด = เงินต้น × อัตราต่อเดือน ÷ (1 − (1 + อัตราต่อเดือน)−จำนวนงวด) โดยอัตราต่อเดือนคืออัตราต่อปีหารสิบสอง

ตัวอย่างที่ใช้อ้างอิงกันบ่อยที่สุด กู้ 3,000,000 บาท ดอกเบี้ย 6% ผ่อน 30 ปี ได้ค่างวด 17,986.52 บาทต่อเดือน และเมื่อผ่อนครบ จะจ่ายดอกเบี้ยรวมราว 3,475,000 บาท ซึ่งมากกว่าราคาบ้านที่กู้มา นี่คือตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น เพราะเครื่องคำนวณของธนาคารมักบอกแต่ค่างวดต่อเดือน

ทำไมผ่อนมาหลายปีแล้วเงินต้นแทบไม่ลด

อาการนี้ไม่ได้เกิดจากธนาคารคิดผิด แต่เกิดจากกลไกสามอย่างซ้อนกัน

1. ดอกเบี้ยถูกหักก่อนเสมอ

งวดแรกของเคส 3 ล้านข้างต้น ค่างวด 17,986.52 บาท เป็นดอกเบี้ย 15,000 บาท คิดเป็น 83.4% ของเงินที่จ่าย เหลือไปตัดเงินต้นเพียง 2,986.52 บาท กราฟด้านบนแสดงสัดส่วนนี้ทุกปีจนจบสัญญา

2. ค่างวดคงที่ แต่ดอกเบี้ยกระโดดหลังหมดโปรโมชัน

ลองดูตัวเลขจริง กู้ 3,000,000 บาท 30 ปี ปีที่ 1–3 ดอกเบี้ย 3.00% หลังจากนั้น MRR−1 ราว 6.05% ถ้าตั้งค่างวดจากอัตราโปรโมชันจะได้ 12,648.12 บาท พอผ่อนครบ 36 งวด เงินต้นคงเหลือ 2,806,324.80 บาท

ดอกเบี้ยของงวดที่ 37 ที่อัตรา 6.05% เท่ากับ 14,148.55 บาท ซึ่งสูงกว่าค่างวด 12,648.12 บาท ผลคือเงินต้นไม่ลดลง แต่เพิ่มขึ้นเดือนละ 1,500 บาท ผ่อนไปเท่าไรก็ไม่มีวันหมด

ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงไม่ตั้งค่างวดจากอัตราโปรโมชัน แต่คำนวณจากอัตราลอยตัว และมักบวกเผื่ออีกราว 1% ธอส. เขียนกำกับเครื่องคำนวณของตัวเองไว้ตรงๆ ว่า คำนวณเงินงวดจากอัตราที่ระบุบวกร้อยละ 1 ถ้าตั้งค่างวดที่ 6.05% ตั้งแต่แรก จะได้ 18,083.07 บาท สูงกว่าเดิม 5,434.95 บาท แต่ปิดหนี้ได้จริงใน 294 งวดหรือราว 24 ปีครึ่ง เร็วกว่าสัญญา

3. อัตราลอยตัวขยับขึ้นระหว่างทาง

หนี้บ้านมีอายุ 20–30 ปี ซึ่งยาวพอที่ดอกเบี้ยจะขึ้นลงหลายรอบ เมื่อ MRR ขึ้น ค่างวดเท่าเดิมแต่ส่วนที่ตัดเงินต้นหดลงทันที ลองกดเลือก “อัตราโปรโมชันช่วงแรก” ในเครื่องคำนวณด้านบน แล้วดูว่าระบบเตือนอะไร

สูตรลัด “ล้านละ 7,000” ใช้ได้เฉพาะตอนผ่อน 30 ปี

คนไทยนิยมประเมินคร่าวๆ ว่ากู้หนึ่งล้านผ่อนเดือนละ 7,000 บาท เมื่อคำนวณย้อนกลับ ตัวเลขนี้เท่ากับดอกเบี้ย 7.51% ต่อปีที่ระยะ 30 ปี ซึ่งสูงกว่า MRR ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทุกแห่งในปัจจุบัน จึงเป็นการเผื่อไว้ ไม่ใช่ค่างวดจริง

แต่ที่ระยะ 20 ปี สูตรนี้กลับต่ำกว่าความจริง เพราะ 7,000 บาทต่อล้าน ที่ 20 ปีเท่ากับดอกเบี้ยเพียง 5.71% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่า MRR ของทุกธนาคาร ค่างวดจริงที่ MRR 6.58% ผ่อน 20 ปี อยู่ที่ราว 7,503 บาทต่อล้าน

เปรียบเทียบค่างวดต่อวงเงินกู้หนึ่งล้านบาท ระหว่างสูตรลัดกับอัตราจริง
ระยะเวลาผ่อนสูตรลัดล้านละ 7,000ค่างวดจริงที่ MRR 6.58%
30 ปีเผื่อไว้มาก (เท่ากับ 7.51%)ราว 6,373 บาท
25 ปีใกล้เคียงราว 6,802 บาท
20 ปีต่ำกว่าจริง (เท่ากับ 5.71%)ราว 7,503 บาท

ช่องผลลัพธ์ด้านบนแสดงค่า “ผ่อนล้านละเท่าไร” จากตัวเลขที่คุณกรอกจริง จึงใช้เทียบกับสูตรลัดได้ทันทีว่าเคสของคุณอยู่ตรงไหน

อ่านใบเสนอดอกเบี้ยขั้นบันไดอย่างไร

ธนาคารไทยเสนอดอกเบี้ยเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1 = 1.99% ปีที่ 2–3 = MRR−2.81% และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR−1.55% ตัวเลขที่โฆษณาว่า “ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี” คือค่าเฉลี่ยเลขคณิตธรรมดา ของอัตราปีที่ 1 ถึง 3 ไม่ใช่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ค่านี้เองที่ควรนำมากรอกในช่องดอกเบี้ยช่วงโปรโมชัน

จุดที่ต้องระวังคือ MRR ของแต่ละธนาคารไม่เท่ากันเลย ส่วนลด “MRR−2%” ของสองธนาคารจึงเทียบกันไม่ได้ ต้องแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ จริงก่อนเสมอ

อัตรา MRR ของธนาคารหลัก ณ 7 ส.ค. 2569
ธนาคารMRR (% ต่อปี)
ธนาคารออมสิน6.045
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)6.145
กรุงเทพ (BBL)6.500
ไทยพาณิชย์ (SCB)6.575
กสิกรไทย (KBank)6.580
กรุงศรีอยุธยา6.670
กรุงไทย (KTB)6.845
ทหารไทยธนชาต (ttb)7.105
ยูโอบี (UOB)8.075

ข้อมูล ณ 7 ส.ค. 2569 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อยู่ในช่วง 6.50–7.105% ส่วนธนาคารรัฐอย่างออมสินและ ธอส. ต่ำกว่านั้น และทั้งระบบสูงได้ถึง 9.6% อัตราเหล่านี้เปลี่ยนตามมติ กนง. จึงควรเช็คกับธนาคารก่อนตัดสินใจ

โปะเงินต้นให้ได้ผลจริง

การโปะช่วงต้นสัญญาให้ผลมากกว่าช่วงท้ายหลายเท่า เพราะเงินต้นที่ตัดออกไป ตอนนี้จะไม่ถูกคิดดอกเบี้ยอีกเลยตลอดอายุสัญญาที่เหลือ ลองใส่ตัวเลขในช่องโปะด้านบนแล้วดูว่าประหยัดได้เท่าไร

แต่มีกับดักที่ทำให้การโปะไม่ได้ผลเลย ธนาคารหลายแห่งบันทึกเงินที่จ่ายเกินเป็นค่างวดล่วงหน้า ไม่ใช่การลดเงินต้น เท่ากับจ่ายเงินไปก่อนโดยไม่ประหยัดดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว ต้องเลือกช่องทางหรือเมนูที่ระบุว่าชำระเพื่อลดเงินต้นทุกครั้ง แล้วตรวจยอดเงินต้นคงเหลืออีกครั้งใน 1–3 วันทำการ

ข่าวดีคือการโปะด้วยเงินสดของตัวเองตามปกติไม่มีค่าปรับ ค่าปรับ 3% ที่หลายคนกลัวนั้น เก็บเฉพาะกรณีปิดบัญชีเพื่อย้ายไปรีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่น ภายใน 3 ปีแรก (บางสัญญากำหนดถึง 5 ปี) และคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือ ไม่ใช่วงเงินกู้ตามสัญญา

มาตรการลดค่าโอนเหลือ 0.01% ใครได้บ้าง

นอกจากเงินดาวน์ ยังมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายสดในวันโอน อัตราปกติคือค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ และค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงินกู้ โดยค่าจดจำนองมีเพดานที่ 200,000 บาท

ปัจจุบันมีมาตรการลดทั้งสองรายการเหลือ 0.01% ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย มีผลถึง 30 มิถุนายน 2570 เงื่อนไขคือ ราคาซื้อขาย ราคาประเมิน และวงเงินจำนอง ต้องไม่เกิน 7 ล้านบาททั้งสามตัว ผู้รับโอนต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย และต้องจดจำนองในคราวเดียวกับการโอน

ข้อที่พลาดกันบ่อยคือ มาตรการนี้เป็นแบบได้หรือไม่ได้ บ้านราคา 7,000,001 บาทเสียค่าธรรมเนียมเต็มอัตรา ไม่ใช่ลดให้เฉพาะ 7 ล้านแรก ส่วนต่างระหว่างสองกรณีนี้อยู่ในหลักแสนบาท

อีกรายการที่คนมักลืมคืออากรแสตมป์สัญญากู้เงิน คิด 1 บาทต่อวงเงินกู้ทุก 2,000 บาท เท่ากับ 0.05% และมีเพดาน 10,000 บาท รวมถึงค่าประเมินราคาหลักประกันอีกราว 3,000 บาท ซึ่งธนาคารหลายแห่งจัดโปรโมชันยกเว้นให้

รายได้เท่าไรถึงจะกู้ผ่าน

ธนาคารดูภาระผ่อนทั้งหมดรวมกันเทียบกับรายได้ ที่เรียกว่า DSR ซึ่งธปท. ไม่ได้กำหนดเพดานอย่างเป็นทางการ แต่ละธนาคารกำหนดเกณฑ์ภายในเอง โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 30% ถึง 70% และผู้มีรายได้สูงมักได้เพดานสูงกว่า เครื่องคำนวณด้านบนใช้ 40% ซึ่งเป็นค่าที่ใช้กับผู้มีรายได้ระดับกลาง

สูตรที่ได้ยินบ่อยว่า “กู้ได้ประมาณ 50 เท่าของเงินเดือน” ไม่ใช่กฎเกณฑ์ของใคร แต่มาจากการรวมสมมติฐานสองชั้นคือ DSR ราว 33–40% คูณกับสูตรผ่อนล้านละ 6,700–7,000 บาท ถ้าสมมติฐานใดเปลี่ยน ตัวเลขก็เปลี่ยน

เรื่องระยะเวลา ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดว่าอายุผู้กู้บวกระยะเวลาผ่อน ต้องไม่เกินช่วง 65–70 ปี คนอายุ 40 จึงมักผ่อนได้ไม่เกิน 25–30 ปี และเรื่องวงเงิน ปัจจุบัน ธปท. ผ่อนคลายมาตรการ LTV ให้กู้ได้ถึง 100% ของราคาประเมิน ทุกสัญญาและทุกระดับราคา ถึง 30 มิถุนายน 2570

เมื่อรู้ค่างวดแล้ว อย่าลืมว่าดอกเบี้ยบ้านใช้ลดหย่อนภาษีได้ปีละไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนจริงลงได้พอสมควรในช่วงปีแรกๆ ที่ดอกเบี้ยยังสูง — ดูว่าประหยัดภาษีได้เท่าไรที่ เครื่องคำนวณภาษีเงินได้

ทำไมตัวเลขในหน้านี้ไม่ตรงกับใบแจ้งหนี้เป๊ะ

หน้านี้คำนวณดอกเบี้ยแบบอัตราต่อปีหารสิบสอง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กำหนดค่างวด แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยจริงเป็นรายวัน ตามสูตร เงินต้นคงเหลือ × อัตราต่อปี × จำนวนวันในงวด ÷ 365

ผลคือดอกเบี้ยรายงวดจะแกว่งตามจำนวนวันของเดือนนั้น ในเคส 3 ล้านที่ 6% เดือนที่มี 31 วันจะเสียดอกเบี้ยมากกว่าที่หน้านี้แสดงราว 288 บาท ส่วนเดือนกุมภาพันธ์จะน้อยกว่าถึง 1,192 บาท เมื่อรวมทั้งสัญญา ผลต่างอยู่ที่ราว 0.1–0.3% ของดอกเบี้ยทั้งหมด และมักทำให้ต้องจ่ายเศษอีกหนึ่งงวด

นอกจากนี้ตัวหารยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน บางธนาคารตรึงที่ 365 ตลอด บางแห่งใช้ 366 ในปีอธิกสุรทิน ต้องดูข้อสัญญาของตัวเอง (ปี 2569 นี้ไม่ใช่ปีอธิกสุรทิน ปีถัดไปคือ พ.ศ. 2571)

สรุปคือ ใช้ตัวเลขจากหน้านี้เพื่อวางแผนและเปรียบเทียบข้อเสนอ ซึ่งแม่นพอสำหรับการตัดสินใจ แต่ยอดที่ต้องชำระจริงให้ยึดตามใบแจ้งหนี้ของธนาคารเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

บ้าน 3 ล้าน ผ่อนเดือนละเท่าไร

ถ้าดาวน์ 10% เหลือกู้ 2.7 ล้าน ผ่อน 30 ปี ที่อัตราลอยตัวราว 6.6% ต่อปี ค่างวดจะอยู่ราว 17,200 บาทต่อเดือน แต่ถ้ากู้เต็ม 3 ล้านโดยไม่ดาวน์ ค่างวดจะขึ้นไปราว 19,150 บาท ตัวเลขจริงขึ้นกับอัตราที่ธนาคารเสนอและระยะเวลาที่เลือก โดยธนาคารมักคำนวณค่างวดจากอัตราที่บวกเผื่อไว้อีกราว 1% เพื่อกันดอกเบี้ยขาขึ้น ค่างวดในใบเสนอจึงมักสูงกว่าที่คำนวณจากอัตราในสัญญาตรงๆ

ผ่อนบ้านล้านละ 7,000 บาท จริงไหม

จริงเฉพาะตอนผ่อน 30 ปี และเป็นตัวเลขที่เผื่อไว้สูง เพราะเทียบเท่าดอกเบี้ย 7.51% ต่อปี ซึ่งสูงกว่า MRR ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทุกแห่งในปัจจุบัน ค่างวดจริงที่ MRR 6.58% ผ่อน 30 ปี อยู่ราว 6,373 บาทต่อล้าน แต่ถ้าผ่อนแค่ 20 ปี สูตรนี้กลับต่ำกว่าความจริง เพราะค่างวดจริงอยู่ที่ราว 7,503 บาทต่อล้าน จึงใช้สูตรลัดนี้ได้เฉพาะกรณีผ่อนยาวเท่านั้น

ทำไมผ่อนบ้านมา 3 ปีแล้วเงินต้นแทบไม่ลดเลย

เพราะทุกงวดธนาคารหักดอกเบี้ยออกก่อนแล้วส่วนที่เหลือจึงตัดเงินต้น งวดแรกของเงินกู้ 3 ล้านที่ 6% ผ่อน 30 ปี ค่างวด 17,986 บาทเป็นดอกเบี้ยถึง 15,000 บาท เหลือตัดเงินต้นแค่ 2,986 บาท เมื่อรวมกับการที่ดอกเบี้ยกระโดดขึ้นหลังหมดโปรโมชัน 3 ปี และอัตราลอยตัวที่ขยับขึ้นระหว่างทาง ส่วนที่ตัดเงินต้นจึงยิ่งหดลง นี่เป็นกลไกปกติของสินเชื่อลดต้นลดดอก ไม่ใช่ความผิดพลาดของธนาคาร

โปะเงินต้นแล้วประหยัดดอกเบี้ยจริงไหม ต้องทำอย่างไร

ประหยัดจริงและยิ่งโปะเร็วยิ่งคุ้ม เพราะเงินต้นที่ตัดออกไปจะไม่ถูกคิดดอกเบี้ยอีกเลยตลอดอายุสัญญาที่เหลือ แต่ต้องแจ้งธนาคารทุกครั้งว่าจ่ายเพิ่มเพื่อลดเงินต้น เพราะหลายธนาคารตั้งค่าเริ่มต้นให้บันทึกเงินส่วนเกินเป็นค่างวดชำระล่วงหน้าซึ่งไม่ได้ลดเงินต้นและไม่ช่วยประหยัดดอกเบี้ยเลย หลังทำรายการควรตรวจยอดเงินต้นคงเหลืออีกครั้งใน 1 ถึง 3 วันทำการ

โปะบ้านก่อนกำหนดเสียค่าปรับไหม

การโปะหรือปิดบัญชีด้วยเงินสดของตัวเองตามปกติไม่มีค่าปรับ ธปท. ห้ามสถาบันการเงินเก็บค่าปรับปิดหนี้ก่อนกำหนดกับสินเชื่อรายย่อยตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 โดยมีข้อยกเว้นเดียวคือสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วง 3 ปีแรก ซึ่งในทางปฏิบัติธนาคารเก็บเฉพาะกรณีปิดบัญชีเพื่อย้ายไปรีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่น อัตราราว 2 ถึง 3% ของยอดเงินต้นคงเหลือ บางสัญญากำหนดช่วงห้ามไถ่ถอนถึง 5 ปี จึงต้องอ่านสัญญาของตัวเอง

ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีที่ธนาคารโฆษณา คิดมาจากอะไร

เป็นค่าเฉลี่ยเลขคณิตธรรมดาของอัตราปีที่ 1 ปีที่ 2 และปีที่ 3 หารสาม ไม่ใช่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง เช่นแพ็กเกจที่ปีแรก 1.99% และปีที่ 2 ถึง 3 เป็น MRR ลบ 2.81% เมื่อ MRR อยู่ที่ 6.58% จะได้ 3.77% รวมแล้วเฉลี่ยเป็น 3.18% ตามที่โฆษณา ค่านี้เองที่ควรนำมากรอกในช่องดอกเบี้ยช่วงโปรโมชัน ส่วนช่องอัตราหลังหมดโปรฯ ให้ใส่ MRR ของธนาคารนั้นลบส่วนลดที่ระบุไว้

ส่วนลด MRR ลบ 2% ของแต่ละธนาคารเทียบกันได้ไหม

เทียบกันไม่ได้ เพราะ MRR ของแต่ละธนาคารต่างกันมาก ณ สิงหาคม 2569 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อยู่ในช่วง 6.50 ถึง 7.105% ธนาคารรัฐอย่างออมสินต่ำถึง 6.045% ขณะที่บางธนาคารสูงถึง 9.60% ส่วนลดเท่ากันจึงให้อัตราจริงต่างกันเกิน 3% ต่อปี ต้องแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์จริงก่อนเปรียบเทียบเสมอ

ค่าใช้จ่ายวันโอนบ้านมีอะไรบ้าง เตรียมเงินเท่าไร

หลักๆ มีค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาประเมิน ค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงินกู้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท อากรแสตมป์สัญญากู้ 0.05% ของวงเงินกู้ สูงสุด 10,000 บาท และค่าประเมินราคาหลักประกันราว 3,000 บาท ปัจจุบันมีมาตรการลดค่าโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 สำหรับบ้านที่ราคาซื้อขาย ราคาประเมิน และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาททั้งสามตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายวันโอนของบ้าน 3 ล้านลดจากหลักหมื่นเหลือหลักพัน

บ้านเกิน 7 ล้านบาทได้ส่วนลดค่าโอนบางส่วนไหม

ไม่ได้เลย มาตรการนี้เป็นแบบได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่การลดเฉพาะส่วนที่ไม่เกินเพดาน บ้านราคา 7,000,001 บาทต้องเสียค่าธรรมเนียมเต็มอัตรา 2% และ 1% เท่ากับบ้านราคา 20 ล้าน ส่วนต่างระหว่างเข้าเกณฑ์กับไม่เข้าเกณฑ์อยู่ในหลักแสนบาท และต้องเข้าเกณฑ์ทั้งราคาซื้อขาย ราคาประเมิน และวงเงินจำนองพร้อมกันทั้งสามตัว

เงินเดือนเท่าไรถึงกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านได้

ธนาคารดูภาระผ่อนทั้งหมดรวมกันไม่ให้เกินราว 40% ของรายได้ต่อเดือน ถ้าค่างวดบ้าน 3 ล้านอยู่ที่ราว 19,000 บาทและไม่มีหนี้อื่นเลย ต้องมีรายได้ราว 47,500 บาทต่อเดือน แต่ถ้ามีค่าผ่อนรถอยู่แล้วเดือนละ 8,000 บาท ต้องมีรายได้ราว 67,500 บาท ธปท. ไม่ได้กำหนดเพดานนี้อย่างเป็นทางการ แต่ละธนาคารใช้เกณฑ์ภายในของตัวเองซึ่งอยู่ระหว่าง 30% ถึง 70% แปรตามระดับรายได้และประวัติเครดิต

ตัวเลขจากเครื่องคำนวณนี้ตรงกับใบแจ้งหนี้ธนาคารไหม

ใกล้เคียงแต่ไม่ตรงเป๊ะ เพราะหน้านี้คำนวณดอกเบี้ยจากอัตราต่อปีหารสิบสอง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กำหนดค่างวด ขณะที่ธนาคารคิดดอกเบี้ยจริงเป็นรายวันตามสูตรเงินต้นคงเหลือคูณอัตราต่อปีคูณจำนวนวันในงวดหารด้วย 365 ผลคือเดือนที่มี 31 วันจะเสียดอกเบี้ยมากกว่า และเดือนกุมภาพันธ์จะน้อยกว่า เมื่อรวมทั้งสัญญาผลต่างอยู่ราว 0.1 ถึง 0.3% ของดอกเบี้ยทั้งหมด ซึ่งแม่นพอสำหรับวางแผนและเปรียบเทียบข้อเสนอ แต่ยอดที่ต้องชำระจริงให้ยึดตามใบแจ้งหนี้ของธนาคาร